เว็บบาคาร่าออนไลน์,ฟุตบอลคาสิโน

ติดต่อเรา

4Wheels ขับไม่ยาก … หากได้เรียน

นอกจากจะเป็นคนชอบหลงทางแล้ว … หลงพวงมาลัย ก็เป็นเหมือนกันนะ ^^ หลายคนก็เจอกับอาการแบบนี้เหมือนกันแหละถ้าได้ขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือจะเรียกว่า รถ 4Wheels ก็ได้

ถึงแม้ว่าตัวผู้เขียนเองจะอยู่ในสายอาชีพรถยนต์ที่ต้องทำหน้าที่ทดสอบรถ ขับรถ อยู่บ่อย ๆ แต่ต้องยอมรับว่าการขับรถ 4Wheels ในน้ำ ในโคลน บนเนินชัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่เราขับกันทั่วไปบนท้องถนนเลย ถ้าไม่มีทักษะการฝึกฝนที่ดีพอ

เมื่อทางโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) เปิดโอกาสให้นักข่าวได้เข้าอบรมทักษะการขับขี่รถในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน “4×4 PART TIME and FULL TIME” เราจึงไม่ลังเลที่จะสมัครเข้าเรียน โดยหวังเพียงเพื่อแก้อาการหลงพวงมาลัย

แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้มีมากกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ เพราะเราได้เรียนตั้งแต่ทฤษฎีของรถขับเคลื่อน 4 ล้อในแบบต่าง ๆ ทั้ง FULL TIME และ PART TIME ว่ามีความแตกต่างกันยังไง ข้อดี ข้อด้อย แบบไหนควรขับบนถนนยังไง??

วันนี้เราจะมาพูดถึงรถขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PART TIME กัน ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดรถบ้านเรา ส่วนมากจะเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ รวมถึง  ALL-NEW MAZDA BT-50 3.0 SP 4×4 ที่เรานำไปทำการอบรมในครั้งนี้ด้วย

หลายท่านซื้อรถมาแล้วอาจจะยังงง ๆ ตรงปุ่มปรับระบบการขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่ว่า มีทั้ง 2H / 4H / 4L ใช้งานแตกต่างกันยังไง แต่ละชนิดต้องใช้ตอนไหน เอาเป็นว่าเราจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็แล้วกัน เริ่มจาก 2H เหมาะสำหรับการขับเคลื่อน 2 ล้อ คือ ถนนลาดยาง หรือถนนทั่ว ๆ หรือเรียกว่าถนนดำที่เราใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน สามารถทำความเร็วได้ 4H เหมาะสำหรับเส้นทางที่มีพื้นผิวไม่เรียบ ทราย ทางฝุ่น ลูกรัง ทางขรุขระ 4L เหมาะสำหรับทางทุรกันดาร ทางโคลน ลงน้ำ ขึ้นเนินชัน ๆ ทางประเภทนี้ต้องใช้ความเร็วต่ำ มีแรงบิดสูง รอบเครื่องยนต์สูง

การปรับเปลี่ยนเกียร์ของรถขับเคลื่อน 4 ล้อนั้น ข้อสำคัญคือ เมื่อต้องการเปลี่ยนจาก 2H ไปยัง 4H สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องหยุดรถในความเร็วที่กำหนด แต่เมื่อใดที่ต้องการเปลี่ยนจาก 4H ไปใช้งาน 4L ต้องจอดรถให้นิ่งสนิทเสียก่อนและเลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่ง N จึงจะสามารถเข้าเกียร์ 4L ได้ ในทางกลับกันถ้าต้องการเปลี่ยนจาก 4L มาเป็น 4H ก็ต้องให้รถจอดสนิทเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับรถนั่นเอง

เรามาเรียนเทคนิคการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อในแบบทางทุรกันดาร ดังนั้นระบบ 4L คือหัวใจหลักของการขับในวันนี้ แต่ก่อนจะไปถึงภาคปฏิบัติข้อควรรู้ในการขับรถ 4 Wheels ก็เป็นสิ่งจำเป็นอีกเช่นกัน เพราะการขับรถในทางทุรกันดารไม่เหมือนการขับรถบนทางเรียบ เริ่มจาก ท่านั่ง โดยท่านั่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องนั่งยังไง แต่ที่ผู้อบรมให้เทคนิคมาคือนั่งให้ชิดพวงมาลัยเพื่อให้เราเห็นทัศนวิสัยรอบรถชัดเจนมากที่สุด เพราะการขับรถ 4 Wheels ในทางทุรกันดารนั้นสภาพเส้นทางจะต้องเจออุปสรรคตลอดเวลา ฉะนั้นการมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างชัดเจนจะมีผลดีเป็นอย่างมาก เข็มขัดนิรภัย คาดตลอดเวลาขณะอยู่บนรถทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพราะการกระแทก การตกหล่ม ชนก้อนหิน อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การจับพวงมาลัย สมมติว่าพวงมาลัยคือหน้าปัดนาฬิกา ควรวางมือในตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา และควรจับในลักษณะที่เปิดนิ้วโป้งขึ้น ไม่กำนิ้วโป้งให้ชิดกับนิ้วชี้เหมือนที่เราเคยขับบนทางเรียบ เพราะถ้าเกิดรถตกหลุม ชนก้อนหิน ก้านพวงมาลัยจะส่งแรงกระแทกมาจนถึงนิ้วมืออาจทำให้บาดเจ็บได้ ฉะนั้นควรจับพวงมาลับในลักษณะเปิดนิ้วโป้ง การเลี้ยวรถ ให้เลี้ยวในลักษณะคว่ำมือตลอดเวลา และไม่สอดส่วนใดส่วนหนึ่งของข้อมือเข้าไปในพวงมาลัยโดยเด็ดขาด เพราะโอกาสที่พวงมาลัยจะตีกลับในกรณีชนก้อนหิน ตกหลุม อาจทำให้บาดเจ็บได้เช่นกัน

ในเรื่องของการขับรถ 4 Wheels นั้น มีสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากการขับรถทั่วไปคือ การควบคุมรถโดยใช้ 2 เท้า ซึ่งเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติของคนขับรถเกียร์อัตโนมัติทั่วไปมาก เนื่องจากเราต้องใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกและใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งในการควบคุมรอบเครื่องยนต์ เมื่อใดก็ตามที่ต้องการเคลื่อนที่ให้ค่อย ๆ ถอนเท้าซ้ายขึ้น เมื่อใดต้องการหยุดก็ให้กดเท้าซ้ายลงไปที่เบรก วิธีนี้จะสามารถควบคุมการขึ้นลงในการผ่าอุปสรรคได้อย่างนุ่มนวลกว่าใช้เท้าขวาเพียงข้างเดียว … ผู้เขียนคอนเฟิร์มเลยว่าทำได้ค่อนข้างยาก เพราะมันฝืนจากธรรมชาติที่เราเคยขับอยู่เป็นประจำ ต้องใช้การฝึกฝนบ่อย ๆ ถึงจะสามารถทำได้

หลังจากเรียนทฤษฎีพร้อมเทคนิคและเกร็ดความรู้ต่าง ๆ กันไปแล้ว ก็มาถึงเวลาลงสนามกันละ ต้องบอกตรงนี้เลยว่า ตื่นเต้นมากเพราะนี่คือการขับรถ 4 Wheels ในทางทุรกันดารครั้งแรก หลังจากเตรียมตัวพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย ก็เลื่อนเกียร์มาที่ตำแหน่ง N ปรับปุ่ม Shift On The Fly มาที่ 4L และเราจะใช้เกียร์ D1 ในการขับ

ในสนามฝึกนั้น มีทั้งหลุมโคลน ทางชัน ทางหญ้า และบ่อน้ำ ซึ่งเป็นทางที่ค่อนข้างขับยาก โดยเฉพาะการลงน้ำ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้างล่างเป็นยังไง สิ่งสำคัญอยู่ที่สมาธิและความใจเย็น คอยดูสัญญาณมือจากครูฝึกว่าให้ไปทางไหน รวมถึงเวลาที่เราติดหลุมโคลนด้วย สิ่งหนึ่งที่ท่องจำไว้เสมอคือ ถ้าไปไม่ได้ ให้ถอยหลังมาตั้งหลักใหม่ โดยรอบแรก ๆ อาการหลงพวงมาลัยก็ยังมีอยู่ แต่พอมาถึงรอบหลัง ๆ เริ่มชินสนามมากขึ้น เริ่มควบคุมสมาธิได้ดีขึ้น การลงน้ำจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป นอกจากเราจะได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ในการขับรถผ่านหลุม เนิน โคลน บ่อน้ำแล้ว เรายังได้เรียนรู้ระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ที่มีมาในรถด้วย อาทิ การถอยหลังลงจากที่ชัน โดยไม่ต้องแตะเบรก เป็นต้น ช่วยให้เรารู้จักรถของตัวเองและมั่นใจในสมรรถนะของรถมากขึ้น

ครูป้อม – สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) ให้เทคนิคเล็ก ๆ น้อยๆ กับคนที่หลงพวงมาลัยว่า ถ้าตาเรามองไปทางไหน มือเราก็จะหมุนพวงมาลัยไปทางนั้นเอง … เป็นเทคนิคที่เอามาใช้ได้จริงนะ ไม่เชื่อลองทำตามดูได้เลย

หลังฝึกอบรมเสร็จก็จะได้รับประกาศนียบัตรการอบรมทักษะการขับขี่รถในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน “4×4 PART TIME and FULL TIME” ด้วยน๊าาาา ….

ส่วนใครที่รักท่องเที่ยวแบบสมบุกสมบัน ขับรถเข้าป่าไปในที่ทุรกันดารแล้วละก็ แนะนำว่าไปเรียนเถอะ เทคนิคเหล่านี้ช่วยคุณให้เดินทางไปได้อย่างปลอดภัย และถูกวิธีด้วย เรื่องนี้เราคงเอามาเล่าให้ฟังได้ไม่หมด เพราะทุกอย่างเป็นเทคนิคที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน และควบคุม ถ้าสนใจก็แวะเข้าไปสมัครได้เลยที่ ความรู้ดี ๆ ยังมีอีกเพียบ !!

ขอขอบคุณ : บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School)

เรื่อง : B.Varaporn

Comments

comments

Leave a Reply